สาระสุขภาพ

7 ท่าออกกำลังกายในที่ทำงาน สลายความอ้วน มนุษย์ออฟฟิศก็ฟิตได้ 

  1. วิธีออกกำลังกาย สำหรับมนุษย์ออฟฟิศ ที่ต่อให้นั่งทำงานอยู่ ก็สามารถฟิตร่างกาย และเบิร์นความอ้วนออกไปได้

          สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่หมดเวลาไปทั้งวันกับการนั่งทำงานที่โต๊ะ มักชอบบอกว่าตัวเองไม่มีเวลา จะให้ไปออกกำลังกายคงยาก ทั้งที่จริง ๆ แล้วแม้นั่งทำงานอยู่ก็สามารถออกกำลังกายได้ แถมถ้าทำเป็นประจำจะช่วยลดอาการออฟฟิศซินโดรม เบิร์นความอ้วน ช่วยให้มีรูปร่างที่ฟิต แอนด์ เฟิร์มและสุขภาพที่ดีไปพร้อม ๆ กันได้เลย แต่ว่าจะออกกำลังกายแบบไหนนั้น วันนี้กระปุกดอทคอมมีท่าออกกำลังกายง่าย ๆ มาฝากกันค่ะ

ภาพจาก fitappy

 
1. ท่านั่งบิดเอว (Sitting Abs Twist)

          วิธีฝึก

          1. ขยับตัวออกมานั่งใกล้ ๆ ขอบเก้าอี้ วางเท้า 2 ข้างกับพื้น แล้วหยิบของใกล้ตัว อย่างเช่น ขวดน้ำที่มีน้ำเต็ม หรือกระเป๋าสะพายมาถือด้วยมือทั้ง 2 ข้าง โดยยกของไว้สูงเท่าหน้าอก
          2. หมุนเอวและร่างกายส่วนบนไปทางซ้ายจนสุด ขณะที่ร่างกายส่วนล่างอยู่กับที่ แล้วหมุนกลับมาทางขวาในท่าเดียวกัน หรือจะค้างท่าไว้ ประมาณ 5 วินาทีแล้วค่อยเปลี่ยนข้างก็ได้
          3. ทำซ้ำ 5-10 ครั้ง

ภาพจาก Brick Built Apparel  

2. ท่าย่อตัวหลังชิดกำแพง (Wall Sit)

          วิธีฝึก

          1. ยืนตรง แยกขาออกจากกันเล็กน้อย แขนวางแนบลำตัว
          2. ย่อตัวลง จนเข่าตั้งฉากกับพื้น ยกแขนขึ้นเหยียดตรงไปด้านหน้า พยายามอย่าทิ้งน้ำหนักไปยังหลังที่พิงผนัง
          3. ค้างท่าไว้ 10-20 วินาที แล้วคลายท่า

ภาพจาก Fit Body Full Life  

3. ซูโม่สควอช (Sumo Squats)

          วิธีฝึก

          1. ยืนตรง แยกขาออกกว้าง 
          2. ค่อย ๆ ย่อตัวลงจนเข่าตั้งฉากกับพื้น จากนั้นยกตัวขึ้น
          3. ทำซ้ำ 8-10 ครั้ง

​ภาพจาก fitappy

 
4. ท่ายกเข่าสูง (High Knee)

          วิธีฝึก

          1. นั่งบนเก้าอี้ เอนหลังไปด้านหลังเล็กน้อย มือ 2 ข้างจับกับขอบเก้าอี้ด้านข้าง ขาชิด
          2. ยกเข่าทั้ง 2 ข้างขึ้นพร้อมกัน แล้วลดลงกลับสู่ท่าเริ่มต้น
          3. ทำซ้ำ 8-10 ครั้ง

​ภาพจาก XHIT Daily  

5. ท่าสควอชแบบนั่ง (Sitting Squats)

          วิธีฝึก

          1. ยืนตรง ขาชิด หันหลังให้เก้าอี้ เหยียดแขนตรงไปด้านหน้า
          2. ค่อย ๆ ย่อตัวลง โดยให้เข่างอเกือบตั้งฉากกับพื้น ห้ามให้ก้นแตะกับเบาะเก้าอี้
          3. ยืดตัวขึ้นตรง กลับสู่ท่าเริ่มต้น ทำซ้ำ 8-10 ครั้ง แล้วสลับข้าง

​ภาพจาก fitappy

 
6. ท่ายกขา (Leg Lift)

          วิธีฝึก

          1. นั่งบนเก้าอี้ หลังพิงพนักเก้าอี้ ขาชิด มือ 2 ข้างจับที่ขอบเก้าอี้
          2. เหยียดขาออกไปข้างหน้าโดยขายังชิดกัน แล้วยกขาขึ้นทั้ง 2 ข้างขนานกับพื้น แล้วลดขาลง
          3. ทำซ้ำ 8-10 ครั้ง

ภาพจาก WaldoCountyGeneral  

7. ท่ายกขาด้านข้าง (Side Leg Raise)

          วิธีฝึก

          1. ยืนตัวตรงหันข้างให้ด้านหลังพนักเก้าอี้ ขาชิด มือทั้ง 2 ข้างจับด้านบนพนักเก้าอี้ไว้
          2. กางขาออกด้านข้าง โดยที่ตัวยังยืนตรงและมืออยู่ที่เดิม
          3. ทำซ้ำ 8-10 ครั้ง แล้วสลับข้าง

          เอาล่ะ ! มนุษย์ออฟฟิศได้เรียนรู้ท่าออกกำลังกายที่ทำได้ที่โต๊ะทำงานกันไปแล้ว ก็ลองหยิบไปทำกันตอนว่าง ๆ คิดงานไม่ออกดูนะคะ เพราะนอกจากจะช่วยฟิตหุ่นแล้ว ยังช่วยลดอาการปวดเมื่อยได้อีกด้วย 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
fitappy.com 
thefitindian.com 

โฆษณา
การเกษตร, ปลูกพืชผักสวนครัว, สารอาหาร, สาระสุขภาพ, โภชนาการ

ของแต่งสวน 10 อย่างที่ถูกหลักฮวงจุ้ย


อุปกรณ์ตกแต่งสวนทุกวันนี้ มีให้เราเลือกมากมาย แต่สำหรับผู้ที่มีความนิยมในการจัดแต่งบ้านและสภาพแวดล้อมให้ถูกหลักฮวงจุ้ยแล้ว แม้แต่การแต่งสวน เราก็สามารถเลือกอุปกรณ์ตกแต่งที่มีความหมายดี ๆ ตามหลักฮวงจุ้ยมาใช้ได้เช่นกัน และอุปกรณ์ 10 อย่างต่อไปนี้ ก็นับว่าเป็นทางเลือกที่ดี ที่จะทำให้ได้ทั้งสวนสวย และนำพลังในเชิงบวกเข้ามาสู่สวนบ้านของคุณ

1.แสง : แสงที่ดี นำพลังที่ดีเข้ามาสู่พื้นที่ แสงจากโคมที่สวยงามก็แทนพลังจากแสงอาทิตย์ได้ ตามหลักฮวงจุ้ยบอกว่า แสงนำมาซึ่งพลังชีวิต แสงที่ดียังนำมาซึ่งความสุข ความน่าชื่นชมในสวนด้วย เราสามารถใช้แสง ตกแต่งสวนได้ในทุกพื้นที่

2.น้ำตก : น้ำตกนั้นถือเป็นของตกแต่งยอดนิยมตามหลักฮวงจุ้ย เพราะนำมาซึ่งพลังแห่งความสร้างสรรค์ สามารถใช้ในสวนได้ โดยตำแหน่งที่ถือว่าเหมาะสำหรับการวางน้ำตกก็คือทิศตะวันออก ทิศตะวันออกเฉียงใต้ และทิศเหนือของสวน แต่ไม่ควรวางน้ำพุไว้ทางทิศใต้ของสวน

3.พลังของเสียง : เสียงนับว่าเป็นพลังที่มีความสำคัญเช่นกัน เสียงช่วยในการเยียวยารักษาความเจ็บป่วยได้ เสียงที่ไพเราะในสวนก็นำพลังที่ดีเข้ามาเช่นกัน และเสียงที่ดี ต้องมีความกังวาล เช่นกระดิ่งโลหะและตำแหน่งที่เหมาะได้แก่ ทิศเหนือ ตะวันตก และตะวันตกเฉียงเหนือ แต่ก็มีจุดที่ต้องระวังคือตะวันออก ตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันตกเฉียงใต้ และตะวันออกเฉียงเหนือ จุดเหล่านี้ ไม่ควรมีกระดิ่งโลหะขนาดใหญ่ แต่ถ้าหากเป็นกระดิ่งขนาดเล็ก ทำจากวัสดุอื่น ๆ เช่นไม้ เปลือกหอย คริสตัล สามารถจัดวางได้ทุกที่ในสวน

4.สีสันก็ให้พลัง : สีนำความสุข และความสนุกสนานมาสู่สวนของเราได้ สีก็ไม่ต่างจากแสง สามารถให้พลังงานชีวิตกับมนุษย์ การมีสวนที่มีสีสันจึงนับว่านำมาซึ่งพลังงานที่ดี โดยเฉพาะสีสันที่สวยงามของดอกไม้ ยิ่งสวนมีสีสันที่หลากหลายมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งนำมาซึ่งพลังงานที่ดี

5.สิ่งที่มีพลังในการป้องกันพลังงานด้านลบ :หลาย ๆ คนคงเคยสังเกตุเห็นบางบ้านชอบนำลูกบอลแก้วมาตกแต่งสวน ลูกบอลเหล่านี้ไม่เพียงให้ความสวยงาม แต่ยังช่วยสะท้อนพลังลบออกไปจากสวนในบ้านของเราได้ด้วย ลูกบอลแต่ละสี ก็มีความหมาย เช่นสีแดง หมายถึงธาตุไฟ ในขณะที่สีเขียวนำพลังงานที่ดีมาให้ เราสามารถจัดวางลูกบอลได้ในทิศตะวันออก และตะวันออกเฉียงใต้ และหากต้องการพลังในการปกป้อง ก็ให้วางไว้ในจุดที่ต้องเผชิญกับความวุ่นวาย เช่นถนน หรือจุดอื่นที่ไม่ต้องการให้พลังลบบริเวณใกล้เคียงผ่านเข้ามา

6.สิ่งที่มีความเคลื่อนไหว : ฮวงจุ้ยที่ดีต้องมีการไหลเวียนของพลังที่ดี การเคลื่อนไหวก็นำมาซึ่งการไหลเวียนของพลัง ของตกแต่งที่มีความเคลื่อนไหวเช่น กระดิ่ง โมบาย ก็ใช้ได้ หรืออาจจะเป็นน้ำไหล วงล้อหมุน ก็สามารถนำมาใช้ได้เช่นกัน

7.สิ่งที่ทำให้การเคลื่อนที่ช้าลง : สิ่งที่จะทำให้เราเคลื่อนที่ช้าลง เช่น ขั้นบันไดหิน ก็เป็นสิ่งที่นิยมนำมาแต่งสวนกันมาก เพราะการเดินในสวนนั้น ควรเป็นไปด้วยความนุ่มนวล ช้า ๆ ไม่เร่งรีบ แต่สิ่งที่จะนำมาใช้นั้น ให้เลือกวัสดุที่ไม่มีความคม อาจจะเป็นหินธรรมชาติที่มีสีสันน่ามอง

8.ม้านั่งที่ดูสวยงาม : แน่นอนว่า ยิ่งเราทำให้สวนของเรามีสีสันหลากหลายมากเท่าไร พลังงานที่ดีก็ยิ่งไหลเข้ามาได้มาก และโต๊ะเก้าอี้ ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สามารถนำมาสร้างสีสันและความสบายในสวนได้ อาจจะเลือกม้านั่งสักตัว โดยเลือกสีที่มีความสดใส อย่างเช่น สีเหลืองสด เป็นต้น จุดที่เหมาะก็คือบริเวณทิศใต้ของสวน

9.ของตกแต่งแต่ละชิ้นมีความหมาย : พวกรูปปั้น เครื่องปั้นต่าง ๆ ที่เรานำมาจัดวาง ล้วนมีความหมายตามหลักฮวงจุ้ยทั้งนั้น อย่างเช่นรูปเต่า เป็นรูปที่ได้รับความนิยม เพราะแสดงถึงความมั่นคง และปกป้อง รูปเต่านี้ สามารถวางได้ในทิศเหนือ รวมทั้งวางหลังบ้าน เพราะเชื่อกันว่า เต่าจะมีพลังหนุนให้บ้านของเราได้

10.เฟอร์นิเจอร์ในสวน : การเลือกเฟอร์นิเจอร์มาใช้ในสวนนั้น ต้องดูเรื่องของสีด้วย หากเลือกสีสดอย่างเช่นสีฟ้าสด จะเหมาะสำหรับตั้งในทิศตะวันอก ตะวันออกเฉียงใต้ หรือทางเหนือของสวน หากเป็นสีส้มสด จะเหมาะสำหรับจัดวางในทิศใต้ และตะวันตกเฉียงใต้

 

ขอขอบคุณ

ข้อมูล :knowfengshui

ภาพ :istock

การเกษตร, ปลูกพืชผักสวนครัว, สารอาหาร, สาระสุขภาพ, โภชนาการ

ปลูกผักสลัด เช่น เรดโอ๊ค กรีนโอ๊ค ในถุงเพาะชำ 

สำหรับเพื่อนๆ ที่กำลังมองหาวิธีการปลูกผักไว้กินเองในบ้าน สนใจปลูกผักสลัด ที่เขานิยมปลูกในระบบผักไฮโดรโปนิกส์ หรือเราเรียกกันสั้นๆ ว่าผักไฮโดร อย่างเรดโอ๊ค,กรีนโอ๊ค,เรดคอรอล,ฟิลเล่ท์,ร็อคเก็ต,คอส, บัตเตอร์ เฮด ผักกาดหอม,ผักกาดหอมเจนเนอรอลและผักอายุสั้นอื่นๆ แต่ยังไม่อยากจะลงทุนสร้างรางผัก อยากทดลองปลูกก่อน วันนี้เราเลยนำเสนอไอเดีย วิธีการปลูกผักในถุงเพาะชำ จาก ลุงเทพ คุณSudhep Kulsri มาเล่าสุ่เพื่อนกันวันนี้

วิธีการปลูกผักในถุงเพาะชำ

การปลูกผักสลัดในถุงเพาะชำ (เรดโอ๊ค,กรีนโอ๊ค,เรดคอรอล,ฟิลเล่ท์,ร็อคเก็ต,คอส, บัตเตอร์ เฮด ผักกาดหอม,ผักกาดหอมเจนเนอรอลและผักอายุสั้นอื่นๆ)

1 การปรุงดิน ใช้ดิน ปุ๋ยคอก ขุยมะพร้าวในอัตราส่วน 1:1:1 รดน้ำพอชุ่มชื้นอย่าให้แฉะคลุกให้เข้ากันบ่มไว้ไม่ต่ำกว่า 7 วันกองทิ้งไว้ในร่มหรือใส่ถุงปุ๋ยมัดปากถุงเก็บไว้

2 นำถุงเพาะชำขนาด 6 นิ้วใส่ดินให้เต็มแล้วหยอดเมล็ดผักลงไป 2 เมล็ดโรยดินละเอียดกลบลง ไปหนา 1-2 ซม.แล้วค่อยๆ รดน้ำอย่าให้ดินกระจายวางไว้ที่ที่ร่มรำไร (ระวังมดมาคาบเมล็ดผัก)

3 ประมาณ 2-3 วันเมล็ดผักจะงอกออกมาให้เห็น เมื่อครบ 7 วันให้นำถุงกล้าผักออกวางที่มีแดด ผักสลัดชอบแดดตลอดวัน ถ้าเมล็ดงอก 2 เมล็ดให้ถอนต้นที่ไม่แข็งแรงทิ้ง 1 ต้น

4 รดน้ำวันละ 2 ครั้งเช้า-เย็น ถ้าตอนเที่ยง-บ่ายแดดจัดกล้าผักเหี่ยวเฉาอาจจะรดน้ำเพิ่ม

5 เมื่อผักอายุครบ 40-45 วันควรรีบตัดมาบริโภคอย่าปล่อยให้แก่ผักจะแข็งกระด้างและมีรสขม

 ขอขอบคุณ

ข้อมูล :Sudhep Kulsri

ภาพ :Sudhep Kulsri

การเกษตร, ปลูกพืชผักสวนครัว, สารอาหาร, สาระสุขภาพ, โภชนาการ

วิธีปลูกผักสวนครัวในกระถาง สำหรับบ้านพื้นที่จำกัด 

จัดสวนผักในกระถาง เป็นทางเลือกที่ลงตัว สำหรับผู้ที่มีพื้นที่จำกัด วิธีการนี้ จะทำให้เราสามารถมีผักสวนครัวไว้รับประทานเองได้สบาย ๆ นอกจากจะได้ทั้งความประหยัด ได้ผักปลอดสารไว้รับประทานแล้ว ยังทำให้พื้นที่น้อย ๆ ในบ้าน คอนโด หรืออพาร์ทเมนท์ของเราดูสดชื่นขึ้นมาได้อีกด้วย

สวนผักในกระถางนี้ เราสามารถปลูกได้ ไม่ว่าพื้นที่จะจำกัดแค่ไหนก็ตาม แต่ทั้งนี้ ก็มีเทคนิคในการเลือกกระถาง หรือภาชนะที่จะใส่ รวมทั้งเลือกชนิดของพืชผัก ที่เหมาะสมด้วย

ไม่ว่าสวนของคุณจะเป็นแบบไหน การปลูกในภาชนะเป็นทางเลือกที่ดี เพราะจะช่วยแก้ปัญหาวัชพืช และปัญหารากชอนไช ได้ไปในตัว สิ่งสำคัญคือ ภาชนะที่จะนำมาใช้ ต้องมีขนาดใหญ่เพียงพอที่จะรองรับพืช หรือผักที่เราต้องการจะปลูก ผักส่วนมากต้องการพื้นที่ประมาณ 15-18 นิ้ว ทั้งความกว้างและความลึก

สำหรับในเขตร้อน หรือในช่วงฤดูร้อน การเลือกสีภาชนะเป็นสีอ่อน จะช่วยเรื่องการรักษาอุณหภูมิให้กับรากพืช สีอ่อน จะช่วยให้ไม่ร้อนจนเกินไป แต่ถ้าหากคุณอยู่ในเขตหนาวเย็น หรือช่วงฤดูหนาว ก็ให้เลือกกระถางสีเข้ม เพราะจะช่วยรักษาอุณหภูมิที่อบอุ่นให้กับดินและรากพืชได้

การปลูกผักในกระถางนี้ จะต้องใส่ใจในเรื่องของการระบายน้ำด้วย ซึ่งแน่นอนว่า ความสำคัญ ก็อยู่ที่การเลือกกระถางอีกเช่นกัน ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ให้เลือกกระถางที่มีรูระบายน้ำ หรือหากไม่มี ก็ต้องเจาะรูให้ เพื่อให้น้ำสามารถระบายออกมาได้ กระถางหรือภาชนะบางอย่าง ก็เจาะรูได้ยาก ดังนั้นการเลือก นอกจากจะดูที่รูปแบบ และความสวยงามแล้ว ต้องดูที่ความสะดวกในการใช้สอยด้วย

พืช หรือผัก ที่มีขนาดลำต้นขนาดกลางขึ้นไป เราต้องมั่นใจว่า กระถาง จะต้องสามารถรองรับรากของพืชได้เพียงพอ การเลือกดิน ก็สามารถเลือกดินที่ผสมสำเร็จ ดินพวกนี้ จะได้รับการออกแบบมาให้ระบายน้ำได้ดีอยู่แล้ว แต่ถ้าหากต้องการผสมเอง ก็ให้หลีกเลี่ยงดิน หรือปุ๋ยที่มีการผสมสารเคมี ดินที่เหมาะ ควรจะประกอบได้ด้วย พีทมอส หรือกากมะพร้าว 40 เปอร์เซนต์ ดินผสมคุณภาพดี 50 เปอร์เซนต์ และอีก 10 เปอร์เซนต์ เป็นเพอร์ไลท์ หรือหินภูเขาไฟ ดินที่มีส่วนประกอบที่กล่าวมานี้ จะสามารถรักษาความชุ่มชื้นได้ดี ระบายน้ำได้รวดเร็ว และมีความอุดมสมบูรณ์ในระดับปานกลาง

ไม่ต้องพยายามไปขุดดินจากสวนมาใส่กระถาง เพราะดินที่อยู่กับพื้นดินนั้น มีคุณสมบัติที่แตกต่างออกไป ไม่เหมาะจะนำมาใช้ปลูกผักในกระถาง ดินจากพื้นดินนั้น หนัก และหนาแน่นมากกว่าดินผสม ที่ควรใช้สำหรับปลูกพืชในกระถาง

สำหรับพืชที่มีขนาดใหญ่ ควรเลือกกระถางที่ใหญ่ เมื่อจัดวางควรมีสัดส่วนที่เหมาะสม ขนาดของกระถางรองรับการขยายตัวของรากพืชได้ และอาจจะต้องมีการใช้ฟิลเลอร์ ปุ๋ย หรือสารบำรุงดิน ให้ความอุดมสมบูรณ์ เพื่อให้พืชเติบโตและออกดอกออกผล หรือให้ผลผลิตที่ดีด้วย

 

 

ขอขอบคุณ

ข้อมูล :rodalesorganiclife

ภาพ :istock

การเกษตร, ปลูกพืชผักสวนครัว, สารอาหาร, สาระสุขภาพ, โภชนาการ

​4 เทคนิคชวนลูกปลูกผัก ช่วยให้พัฒนาทั้งทักษะร่างกาย ทักษะสมอง

การปลูกผักกินเอง นอกจากจะประหยัด มีผักปลอดสารพิษไว้กินแล้ว หากลองฝึกให้เด็กๆ ลงมือทำด้วยจะช่วยให้พัฒนาทั้งทักษะร่างกาย ทักษะสมอง และพื้นฐานเรื่องอารมณ์จิตใจที่เหมาะสมตามวัย ปรับทัศนคติของเด็กที่ไม่ชอบกินผักได้ดีอีก

หากพูดถึงศัตรูในใจเด็ก ส่วนใหญ่หนึ่งในนั้นคงเป็น “ผัก”แน่นอน การปลูกพืชผักสวนครัวไว้สำหรับรับประทานเองในครอบครัวเพียงพื้นที่เล็กๆ สามารถทำให้เกิดกระบวนการสร้างทัศนคติที่ดีต่อการรับประทานผักเกิดแก่เด็กจากที่เกลียดผักให้กลายเป็นเด็กที่รักการรับประทานผัก เด็กจะรู้สึกตื่นเต้นที่ได้เห็นผักที่เขาปลูกเองค่อยๆ โตขึ้น พ่อแม่ก็จะรู้สึกตื่นเต้นไม่แพ้กันเวลาได้เห็นลูกมีความสุข เมื่อได้รับประทานผักจากแปลงผักของเขาเอง ยิ่งไปกว่านั้นทำให้เกิดการเรียนรู้และทำความเข้าใจสิ่งแวดล้อมมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งในการที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ค่อนข้างถาวรจนเกิดเป็นนิสัย ซึ่งจะปลูกฝังให้เกิดความรัก ความหวงแหน และตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปสู่การรับรู้เป็นการสร้างลักษณะนิสัยให้มองเห็นคุณค่าความงดงามของสิ่งแวดล้อม

ครอบครัวชนบทสามารถทำให้ลูกเรียนรู้ได้โดยง่ายเนื่องจากวิถีชีวิตจะอยู่กับธรรมชาติและต้นไม้ สำหรับชุมชนเมืองมีพื้นที่สำหรับใช้ในการเพาะปลูกน้อย เพียงพื้นที่หน้าบ้านหรือระเบียงสามารถปลูกผักตะกร้า หรือปลูกผักแนวตั้ง ถ้วย กะละมัง ขวดพาสติก ก็สามารถเพาะปลูกได้ ซึ่งปัจจุบันมีองค์ความรู้เรื่องของการปลูกผักในพื้นที่เล็ก ๆ มากมาย อย่างเช่นเว็บไซต์ของ สวนผักคนเมือง ก็มีทั้งองค์ความรู้และศูนย์เรียนรู้ที่กระจายอยู่หลายพื้นที่ให้ได้ศึกษาและนำมาปรับใช้ในบ้านได้ไม่ยาก

เทคนิคการสอนลูกปลูกผัก
1.ก่อนที่จะลงมือสอนลูกพ่อแม่เองต้องเรียนรู้ ก่อนว่าตนมีความรู้ทางด้านการเกษตรมากน้อยเพียงใด หากไม่มีความรู้มากนักก็ควรเริ่มจากศึกษาลงมือด้วยตนเองก่อน เมื่อคิดว่าทำได้สำเร็จแล้วจึงชักชวนลูกมาร่วมกันทำ
2. เริ่มจากการปลูกผักที่ปลูกขึ้นได้ง่ายๆ เช่น ต้นอ่อนทานตะวัน ผักชี ต้นหอม คะน้า ผักบุ้งจีน กะเพรา โหระพา พริก มะเขือเทศ เป็นต้น รวมถึงอธิบายถึงประโยชน์ของผักแต่ละชนิดให้เด็กได้เรียนรู้ โดยเฉพาะผักพื้นบ้าน ให้เด็กได้ลองสังเกตแยกแยะลักษณะของผักแต่ละชนิดด้วยตนเอง
3.ให้เด็กได้มีส่วนร่วมและรับผิดชอบในการปลูก ตั้งแต่การเตรียมการปลูก ลงมือปลูกและการบำรุงดูแลรักษาให้พืชผักเจริญเติบโตจนกระทั่งเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ โดยอาจใช้วิธีเล่นเป็นเกมแข่งปลูกต้นไม้ และจากนั้นก็ต้องมีการดูแลหมั่นรดน้ำต้นไม้ที่ตัวเองปลูก แล้วดูว่าต้นไม้ของใครจะเจริญเติบโตได้ดีกว่ากัน
4. ควรจะสอดแทรกคำสอน และระเบียบวินัยลงไปด้วย เช่น ควรสอนให้ลูกรู้จักความรับผิดชอบในการดูแล รดน้ำต้นไม้ให้เป็นเวลา และสอนให้รู้จักสังเกตการเจริญเติบโตของมันในแต่ละช่วง ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถใช้เวลานี้ทำให้เด็กรับรู้ว่า พวกเขาก็มีศักยภาพมากพอที่จะทำงานสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ด้วยตัวเอง

การปลูกผัก ช่วยสอนวิธีใช้ชีวิต และการกินอาหารอย่างถูกสุขอนามัย โดยที่เด็กจะเต็มใจลองผักชนิดใหม่มากขึ้น เริ่มต้นจากพื้นที่เล็ก ๆ ในบ้านก็สร้างการเรียนรู้ที่ดีได้ ที่สำคัญคือ พ่อแม่ต้องใส่ใจ เข้าใจ และร่วมลงมือทำกับลูก

การเกษตร, ปลูกพืชผักสวนครัว, สารอาหาร, สาระสุขภาพ, โภชนาการ

10 วิธีปลูกผักสวนครัวในกระถาง มีผักสด ๆ ไว้กินที่บ้านทุกวัน

วิธีปลูกผักในกระถาง


        วิธีปลูกผักสวนครัวในกระถาง แม้พื้นที่ในบ้านจะคับแคบ แต่ก็สามารถปลูกผักสวนครัวเอาไว้กินเองได้ง่าย ๆ มีผักสด ๆ ไว้กินได้ทุกวัน แถมยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้อีกเยอะเลย


        ในยุคที่ข้าวยากหมากแพง เราก็คงต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตกันใหม่ให้มันคล่องตัวมากยิ่งขึ้น วันนี้กระปุกดอทคอมเลยอาสารวบรวมวิธีปลูกผักสวนครัวในกระถางอย่างง่าย ๆ ด้วยตัวเองมาฝากกันค่ะ ไม่ว่าพื้นที่ในบ้านและคอนโดจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่แค่ไหน ก็สามารถปลูกผักเหล่านี้เอาไว้กินเองได้ค่ะ ไม่ต้องเสียเงินซื้อให้สิ้นเปลือง เพื่อให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการประหยัดค่าใช้จ่าย

วิธีปลูกผักในกระถาง


1. วิธีปลูกผักชี

        เริ่มจากนำดินปลูกมาตากให้แห้ง แล้วเอาไปผสมกับปุ๋ยคอกที่เตรียมไว้ จากนั้นนำเมล็ดพันธุ์ผักชีมาบดเบา ๆ ให้แตกออกเป็น 2 ส่วน แล้วแช่น้ำไว้ 3 ชั่วโมง นำมาผึ่งลมอีกครั้ง ก่อนคลุกเมล็ดกับทรายและขี้เถ้า แล้วปลูกลงในกระถาง คลุมหน้าดินด้วยฟาง ตามด้วยรดน้ำให้ชุ่มแต่อย่าแฉะเกินไป

วิธีปลูกผักในกระถาง

By ng
2. วิธีปลูกต้นหอม


        ขั้นตอนแรกคือนำเปลือกถั่วลิสงบดและผสมกับดินร่วน จากนั้นนำดินใส่ในกระถางปลูก แล้วนำต้นหอมมาตัดตั้งแต่รากขึ้นไปยังลำต้นประมาณ 1.5-2 นิ้ว ให้เหลือท่อนเล็ก ๆ ก่อนปักชำลงในกระถางที่เตรียมไว้ รดน้ำวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น หลังจากใบงอกแข็งแรงแล้ว ให้เปลี่ยนมารดน้ำเพียงวันละ 1 ครั้งก็พอ

วิธีปลูกผักในกระถาง


3. วิธีปลูกพริก

        นำเมล็ดพริกไปแช่น้ำไว้ 1 วัน ผึ่งให้แห้ง แล้วหันไปผสมดินร่วน ทราย และปุ๋ยหมัก เพื่อเทลงในกระถางเพาะกล้า จากนั้นหย่อนเมล็ดพริกลงไปปลูกในดิน ดูแลรดน้ำให้ต้นโตสูงประมาณ 6 นิ้ว คัดเลือกเอาต้นกล้าที่แข็งแรงที่สุดไปปลูกในกระถางที่มีดินร่วนปนทรายและปุ๋ยหมัก รดน้ำเช้า-เย็น และตั้งให้โดนแดด

วิธีปลูกผักในกระถาง


4. วิธีปลูกกะเพรา

        หลังจากทำกับข้าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ถ้ายังมีต้นกะเพราเหลืออยู่ อย่าเพิ่งทิ้งค่ะ ให้นำก้านมาลิดใบออกจนหมด และตัดฐานก้านออกเพียงเล็กน้อย จากนั้นนำไปปักลงในกระถางที่มีดินร่วนผสมปุ๋ยคอก รดน้ำเช้า-เย็นให้ชุ่มแต่อย่าแฉะ และตั้งให้โดนแดด

วิธีปลูกผักในกระถาง


5. วิธีปลูกมะนาว

        ก่อนอื่นต้องนำเมล็ดมะนาวมาล้าง ตากให้แห้ง และแช่ในน้ำเย็นอีก 1 คืน จากนั้นห่อเมล็ดด้วยกระดาษทิชชู นำไปใส่กล่องที่มีฝาปิด คอยพรมน้ำให้ชุ่มอยู่เสมอ รอให้รากงอกภายใน 2-3 วัน แล้วค่อยย้ายเมล็ดมาปลูกในกระถางที่มีดินร่วนผสมปุ๋ยคอก รดน้ำให้ชุ่มแต่อย่าแฉะ และตั้งกระถางให้โดนแดดรำไร
 
วิธีปลูกผักในกระถาง

6. วิธีปลูกผักบุ้ง

        คัดเลือกเมล็ดพันธุ์ผักบุ้งที่สมบูรณ์ที่สุดมาปลูกลงในดินร่วนผสมปุ๋ยคอก แล้วรากจะงอกออกมาภายใน 2-3 วัน จากนั้นควรดูแลเรื่องความชื้นของดินเป็นพิเศษ เพราะผักบุ้งเป็นพืชที่ชอบความชื้นมาก อย่าปล่อยให้ขาดน้ำเด็ดขาด มิเช่นนั้นต้นจะตายได้ รออีกแค่ 1 เดือน ก็จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตมากินได้เลยค่ะ

วิธีปลูกผักในกระถาง


7. วิธีปลูกแตงกวา

        นำดินร่วนปนทรายมาผสมกับปุ๋ยหมักในอัตราส่วนที่เท่า ๆ กันในกระถางปลูก จากนั้นนำเมล็ดที่สมบูรณ์ลงไปปลูกในกระถางประมาณ 4-5 เมล็ด เมื่อต้นเริ่มโตเพียง 5-7 เซนติเมตร ให้เลือกต้นที่แข็งแรงเก็บไว้ แล้วถอนต้นที่ไม่สมบูรณ์ทิ้งไป หาไม้หลักมาปักให้ต้นเลื้อย รดน้ำที่โคนต้นให้ชุ่ม นำมาตากแดดวันละ 6 ชั่วโมง และใส่ปุ๋ยบำรุงดิน

วิธีปลูกผักในกระถาง


8. วิธีปลูกมะกรูด

        นำเมล็ดมะกรูดมาล้างน้ำแล้วตากให้แห้ง เพาะลงในกระถางที่มีดินร่วนปนทรายผสมปุ๋ยคอก เมื่อมีใบงอกออกมา 3-4 ใบ ให้ย้ายมาปลูกในถุงเพาะ รอให้ต้นแข็งแรงแล้วค่อยย้ายลงไปปลูกในกระถางที่มีดินร่วนผสมปุ๋ยคอก รดน้ำแค่ตอนเช้าเท่านั้น และนำมาตั้งให้โดนแดดวันละ 8 ชั่วโมง

วิธีปลูกผักในกระถาง


9. วิธีปลูกกวางตุ้ง

        เริ่มจากการนำดินร่วมมาผสมปุ๋ยคอกในกระถางปลูกซะก่อน จากนั้นนำเมล็ดพันธุ์กวางตุ้งที่สมบูรณ์ที่สุด มาหยอดลงในหลุมดินขนาด 1.5 เซนติเมตร กลบดินทับ และรดน้ำให้ชุ่ม และตั้งให้โดนแดด กวางตุ้งก็จะเจริญงอกงามพร้อมให้เก็บกิน 

วิธีปลูกผักในกระถาง


10. วิธีปลูกมะระ

        มะระเป็นพืชรสขมที่ใคร ๆ ก็เบือนหน้าหนี แล้วรู้หรือไม่ว่ามะระนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าที่เราคิด แถมยังปลูกง่ายและโตไวอีกด้วย เพียงแค่นำเมล็ดพันธุ์ 1-2 เมล็ด มาปลูกลงในกระถางที่มีดินร่วนผสมปุ๋ยคอก ดูแลรดน้ำวันละ 1 ครั้ง และเมื่อต้นเริ่มงอกก็อย่าลืมหาไม้หลักมาปักให้ต้นเลื้อยด้วยนะคะ

        การปลูกผักสวนครัวเอาไว้ในกระถางแบบนี้ก็จะช่วยให้คุณประหยัดเงินค่าอาหารไปได้อีกเยอะเลย หากใครชอบกินผักชนิดไหนก็ลองนำวิธีปลูกผักสวนครัวของเราไปปลูกกันดูนะคะ ได้ผลอย่างไรก็อย่าลืมกลับมาบอกต่อด้วยล่ะ 

การเกษตร, ปลูกพืชผักสวนครัว, สารอาหาร, สาระสุขภาพ, โภชนาการ

มากิน ข้าวโพดสีม่วง ต้านมะเร็งกันเถอะ 

จากการเปิดเผยผลสำรวจสุขภาพของคนไทย พบว่าคนไทยมีรอบเอวเกินมาตรฐาน ซึ่งเกิดจากการกินอาหารที่ไม่เหมาะสม และออกกำลังกายน้อย จึงส่งผลให้คนไทยเสียงเกิดโรคมะเร็ง เบาหวาน ความดัน ฯ จึงอยากให้คนไทยหันมาออกกำลังกายให้มากขึ้นพร้อมกับทานอาหารที่มีประโยชน์ อย่างวันนี้จะของยกตัวอย่าง ข้าวโพดสีม่วง หรือข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วง เป็นธัญพืชที่มีสารแอนโทไซยานิน ซึ่งเป็น สารต่อต้านอนุมูลอิสระ จะช่วยให้อัตราการเสื่อมสภาพของเซลล์ในร่างกายลดลง และในข้าวโพดชนิดนี้ ยังมีสารช่วยลดโอกาสในการเกิดโรคมะเร็ง ต่างๆ ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอีกด้วย

ข้าวโพดข้าวเหนียวอีกหนึ่งสายพันธุ์ที่กำลังเป็นที่นิยมกับผู้บริโภคในขณะนี้ คือ ข้าวโพดสีม่วง หรือข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วง ซึ่งปัจจุบันสามารถพบเห็นได้ทั่วไปตามท้องตลาด หลายท่านคงเคยพบเห็นกันมาบ้างแล้ว แต่อาจจะสงสัยอยู่ว่า ข้าวโพดสีม่วง นี้มาจากไหน และมีประโยชน์อย่างไรบ้าง พันธุ์ข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วง เป็นการพัฒนาจากพันธุ์ข้าวโพดสีม่วงและพันธุ์ข้าวโพดข้าวเหนียวของบริษัทเอกชน ผลผลิตที่ได้ทำให้ได้ข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วงที่มีฝักใหญ่ รสชาตินุ่มลิ้น หวานและเหนียว

สารสีม่วง

สำหรับสีม่วงเข้มในเมล็ด ข้าวโพดสีม่วง นั้น เป็นสารแอนโทไซยานิน ซึ่งมีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระได้ในระดับสูง ช่วยลดโอกาสในการเกิดโรคมะเร็งชนิดเนื้องอก เสริมความคุ้มกันให้ร่างกายต่อต้านเชื้อโรค สมานแผล เพิ่มการทำงานของเม็ดเลือดแดง ชะลอการเกิดไขมันอุดตันในหลอดเลือด ลดภาวะการเป็นโรคหัวใจ ชะลอความเสื่อมของดวงตา ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลและชะลอความแก่

การปลูก ข้าวโพดสีม่วง

สำหรับเกษตรกรที่สนใจจะปลูกข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วง ควรให้ความสำคัญกับดิน เพื่อให้ได้จำนวนต้นต่อไร่ และผลผลิตต่อไร่สูง เริ่มจากการไถดะและตากดินไว้ 3 – 5 วัน แล้วจึงใส่ปุ๋ยคอกอัตรา 1 ตันต่อไร่ เพื่อเป็นการปรับปรุงโครงสร้างของดิน ให้สามารถอุ้มน้ำได้นานและเพิ่มธาตุอาหารให้กับข้าวโพด จากนั้นไถแปรเพื่อย่อยดินให้แตกละเอียดเหมาะกับการงอกของเมล็ด

เกษตรกรสามารถปลูกข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วงได้ 2 วิธี คือ ปลูกแบบแถวเดี่ยว โดยเว้นระยะห่างระหว่างแถว 75 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างต้น 20-25 เซนติเมตร ปลูกหลุมละ 1 ต้น หรือ ปลูกแบบแถวคู่ ต้องยกร่องสูง โดยมีระยะห่างระหว่างร่อง 120 เซนติเมตร ปลูกเป็น 2 แถวข้างร่อง ห่างกัน 30 เมตร และมีระยะห่างระหว่างต้น 25-30 เซนติเมตร ปลูกหลุมละ 1 ต้น ทั้ง 2 วิธีจะได้จำนวนต้นประมาณ 7,000-8,500 ต้นต่อไร่ และใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 2-3 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อปลูกได้ 7 วัน ข้าวโพดอยู่ในระยะกำลังงอก ควรระมัดระวังเรื่องการให้น้ำ เพราะหากขาดน้ำในระยะนี้จะทำให้การงอกไม่ดี จำนวนต้นต่อพื้นที่จะน้อยลง ส่งผลต่อจำนวนผลผลิต และอีกระยะหนึ่งที่ขาดน้ำไม่ได้คือระยะออกดอกเพราะจะทำให้เกสรไม่สมบูรณ์ การติดเมล็ดจะไม่ดี ติดเมล็ดไม่เต็มถึงส่วนปลาย หรือติดเป็นบางส่วน ฝักที่ได้จะขายได้ราคาต่ำ ใน 2 ระยะนี้ควรให้น้ำถี่กว่าช่วงอื่นๆ ที่ตามปกติแล้วจะให้น้ำทุก 3-5 วัน ขึ้นกับสภาพต้นข้าวโพดและสภาพอากาศ

เมื่อข้าวโพดมีอายุ 40 – 45 วันหลังปลูก ถ้ามีอาการเหลืองหรือไม่สมบูรณ์ ควรใส่ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) อัตรา 25 กิโลกรัมต่อไร่ โรยด้านข้างต้นข้าวโพด ในขณะที่ดินมีความชื้นหรือให้น้ำตาม เพื่อเป็นการบำรุงให้ต้นข้าวโพดสมบูรณ์ แข็งแรงโดยปกติแล้วเกษตรกรจะเก็บเกี่ยวข้าวโพดเมื่อมีอายุประมาณ 60-70 วันหลังปลูก แต่ระยะการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมที่สุด คือ ระยะ 18-20 วันหลังข้าวโพดออกไหม 50% (หมายถึงข้าวโพด 100 ต้น ออกไหม 50 ต้น) แต่หากปลูกในช่วงที่มีอากาศหนาวเย็นอายุการเก็บเกี่ยวก็จะยืดออกไปอีก

วิธีการดูแลรักษาแปลงปลูก ข้าวโพดสีม่วง

สำหรับวิธีการดูแลรักษา หากแปลงปลูกมีวัชพืชขึ้นมาก จะส่งผลให้ข้าวโพดไม่สมบูรณ์ ผลผลิตลดลง ควรกำจัดวัชพืชในแปลงปลูก โดยใช้อลาคลอร์ฉีดพ่นลงดินหลังจากปลูก ก่อนที่วัชพืชจะงอก ควรฉีดพ่นในขณะที่ดินต้องมีความชื้นเพื่อทำให้ยามีประสิทธิภาพดีขึ้น สำหรับช่วงที่ฝนตกชุก ต้นข้าวโพดมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคราน้ำค้างได้ง่าย ควรใช้สารเคมีป้องกันโรคราน้ำค้างสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

การนึ่ง ข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วง ให้อร่อย เริ่มจากเตรียมหม้อนึ่ง ต้มน้ำให้เดือด ระหว่างนี้ปอกเปลือกหุ้มฝักออก โดยปอกให้เหลือเปลือกหุ้มฝักประมาณ 2-3 ชั้น เพื่อเป็นการรักษาสารแอนโทไซยานินให้อยู่ในเมล็ด ทำให้เมล็ดเต่งตึงน่ารับประทาน จากนั้นนำฝักข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วงที่ปอกแล้ววางเรียงลงในหม้อนึ่งที่น้ำเดือดแล้ว ปิดฝา ใช้เวลาในการนึ่งประมาณ 25-30 นาที ควรปล่อยให้ฝักข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วงที่ต้ม เย็นลง
ในระดับอุ่นๆ ก่อนรับประทาน จะทำให้สีม่วงไม่ติดมือเวลารับประทาน รวมถึงรสชาติและคุณค่าทางอาหารยังคงเดิม

การเลือกที่จะปลูกหรือขาย ข้าวโพดสีม่วง หรือข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วง เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะสร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้น อาจจะเรียกได้ว่า “กำลังอยู่ในกระแส”โดยเฉพาะในผู้ที่รักสุขภาพและผู้ที่ชอบความแปลกใหม่ เนื่องจากรูปลักษณ์ที่ดึงดูดความสนใจแล้ว ด้วยรสชาติที่ความหวาน หอม เหนียวนุ่มของข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วงยังทำให้หลายคนติดอกติดใจ พร้อมทั้งคุณประโยชน์อันหลากหลายที่ได้กล่าวมาแล้วในข้างต้นข้าวโพดเป็นธัญพืชที่นิยมนำมาแปรรูปเป็นอาหารนานาชนิด เนื่องจากเป็นพืชที่ให้พลังงานสูง ในเมล็ดข้าวโพด 100 กรัมนั้น ประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรต 8.2 กรัม โปรตีน 11.1 กรัม เกลือแร่ 1.7 กรัม ไขมัน 4.9 กรัม และเส้นไยหยาบอีก 2.1 กรัม และยังมีวิตามินที่มีประโยชน์อีกมากมาย เช่น วิตามินซี วิตามินเอในรูปเบต้าแคโรทีน วิตามินอีซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความเสื่อมของเซลล์ รวมถึงลูทีนและซีแซนทิน ซึ่งเป็นสารคาโรตีนอยด์ ช่วยป้องกัน
ตาเสื่อมสภาพ

ประโยชน์ของ ข้าวโพดสีม่วง

ในส่วนของสรรพคุณทางยาของ ข้าวโพดสีม่วง หรือข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วง ที่คนโบราณค้นพบและนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย คือ เมล็ดของข้าวโพดใช้ทานเพื่อบำรุงร่างกาย หัวใจ ปอด ขับปัสสาวะ นำมาบดพอกรักษาแผล นอกเหนือจากนี้ยังใช้ซังข้าวโพดต้มน้ำนำมาดื่มแก้บิด ท้องร่วง ขับปัสสาวะ ต้น ราก และไหมข้าวโพด รสจืด หวาน ต้มเอาน้ำดื่ม ขับปัสสาวะได้เป็นอย่างดี เพื่อสุขภาพที่ดี ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินมากๆ หรือพึ่งอาหารเสริมราคาแพงๆ เพียงแค่เราเลือกรับประทาน ศึกษาข้อมูล สารอาหาร ประโยชน์ของอาหารชนิดนั้นๆ เพียงเท่านี้เราก็จะทราบว่าอาหารที่มีคุณประโยชน์ไม่ได้อยู่ไกลเลย อยู่แค่ที่ตลาดใกล้ๆ บ้านเราเอง

#มาปลูกข้าวโพดม่วงไว้ทานกันเถอะค่ะ

🌿 ข้าวโพดม่วงทับทิม 🌿

🌽 มีสารสารแอนโทไซยานิน #ต้านมะเร็ง #ชะลอความแก่

🌽 เสริมความคุ้มกันให้ร่างกายต่อต้านเชื้อโรค สมานแผล 

🌽 เพิ่มการทำงานของเม็ดเลือดแดง ชะลอการเกิดไขมันอุดตันในหลอดเลือด ลดภาวะการเป็นโรคหัวใจ 

🌽 ชะลอความเสื่อมของดวงตา ช่วยควบคุมระดับน้ำตาล

🌽 อายุการเก็บเกี่ยวเพียงแค่ 60 วัน
1 ซอง มี 100 เมล็ด ราคาซองละ 199 บาท (ส่งด่วนฟรี)

#โปรโมชั่นพิเศษ!

บริการเก็บเงินปลายทาง ไม่ต้องโอนเงินให้ยุ่งยาก!

1-2 วันทำการสินค้าจัดส่งถึงบ้านพร้อมจ่ายเงินตอนรับของค่ะ ^^ 

#หากต้องการสั่งซื้อ เก็บเงินปลายทาง

ให้แจ้ง #ชื่อ #ที่อยู่ #เบอร์โทร พร้อมจำนวนที่จะสั่งในอินบ๊อกแชทได้เลยจ้าา
*ซองละ199฿มี100-110เม็ด จัดส่งให้ฟรีจ้า  

Line : nook0511

Tel:  0627014079 นุ๊กค่ะ

           

สารอาหาร, สาระสุขภาพ, โภชนาการ

“ลูกเดือย” สูตรลับยารักษาโรคปวดข้อ ปวดเข่า และกระดูกเสื่อม

แจกสูตรยาอายุวัฒนะ รักษา โรคปวดข้อ ปวดเข่า และกระดูกเสื่อมได้ 
สุพลชัย วันชัยกุลวงศ์ ยาอายุวัฒนะชั้นยอด… คอลลาเจน แบบไทยๆ…. ลูกเดือยผสมไข่ขาวและน้ำผึ้ง 
สรรพคุณ > ฟื้นฟูสุขภาพที่อ่อนล้า แก้อ่อนเพลีย เป็นยาบำรุงไตชั้นดี รักษาโรคปวดข้อ ปวดเข่า กระดูกเสื่อม และอื่นๆอีกมากมาย เป็นยาอายุวัฒนะ
วิธีทำ
เคล็ดลับหุงลูกเดือยให้อร่อย
1.แช่ลูกเดือย ทิ้งไว้ 6 ชั่วโมง หรือ 1 คืน เพื่อให้เมล็ดดูดซับน้ำไว้จนอิ่มตัว (ถ้าไม่แช่น้ำ เวลาต้ม เมล็ดจะสุกยาก หรือแข็งเป็นไต)
2.เทน้ำแช่ทิ้ง เติมน้ำสะอาดลงไป นำไปต้มจนลูกเดือยสุก โดยสังเกตว่าเมล็ดจะใส หรือ ตักเมล็ดขึ้นมาบี้ดู เนื้อจะนิ่ม หากต้องการลดระยะเวลาในการต้ม สามารถใส่เบกิ้งโซดาเล็กน้อยลงไปในน้ำต้ม จะช่วยให้เมล็ดสุกเร็วขึ้น
3.ปิดไฟ รอให้เย็นตักลูกเดือยใส่ถุงพลาสติกในปริมาณที่จะกินแต่ละครั้ง (ประมาณ 1 ถ้วย) มัดปากถุงให้แน่น แล้วนำไปแช่ตู้เย็นในช่องแช่แข็ง
4.เมื่อต้องการทานนำออกมาอุ่นจนร้อน ใส่ไข่ขาว 1 ฟอง คนให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยน้ำผึ้งประมาณ 2 ช้อนชา ไม่ควรหวานมาก แล้วปิดไฟ ยกลงพร้อมเสริฟ… 
สูตรนี้ทานต่อเนื่องกันครับ ทานครั้งละถ้วย วันเว้นวัน กำลังดีครับ… นอกจากนี้ เรายังสามารถหุงลูกเดือยผสมกับข้าวกล้องได้อีกด้วยครับ 
วิธีหุงก็คือ… 
เมื่อจะหุงข้าว นำลูกเดือยออกจากตู้เย็น หลังซาวข้าวกล้องเรียบร้อยแล้ว ใส่ลูกเดือยแช่แข็งลงไป ปิดฝาหม้อ กดปุ่มหุงข้าวได้ทันที ลูกเดือยจะกระจายตัวผสมรวมกับข้าวกล้อง และไม่ทำให้ข้าวกล้องแฉะ สูตรนี้ทานต่อเนื่องกันครับ ทานครั้งละถ้วย วันเว้นวัน กำลังดีครับ 
เครดิตภาพ ifit4health.com ที่มา – http://www.thaijobsgov.com/jobs=23328 

ลดน้ำหนักลดสัดส่วน, สารอาหาร, สาระสุขภาพ, โภชนาการ

5 เมนูต้องห้าม!! ถ้าไม่อยากอ้วนตัวแตก ห่างให้ไกลเลย เพื่อหุ่นฟิตแอนด์เฟิร์ม   

  คุณโน้ต-ชยุต ชูมาลัย นายแบบและเทรนเนอร์ชื่อดัง ดีกรีหนึ่งในหัวหน้าทีมผู้เข้าแข่งขัน แคมเปญ “Men’s Fitness Cool Guy Search 2017 by AMERICAN EAGLE OUTFITTERS” การเฟ้นหาชายหนุ่มสุดคูล ในรูปแบบเรียลลิตี้ ออนไลน์ จะมาแนะนำ เมนูต้องห้าม ถ้าไม่อยากอ้วนจนตัวแตกล่ะก็ห่างให้ไกลเลย นี่คือเมนูอาหารที่คุณโน้ตย้ำว่า แคลอรีสูงม๊ากกกกกกก!!

1. ข้าวขาหมู ปริมาณ 1 จาน ให้พลังงานเกิน 600 แคลอรี เป็นเมนูที่ไขมันเยอะมาก

2. กล้วยทอด อย่าชะล่าใจว่ากล้วยเป็นผลไม้ กินแล้วไม่อ้วน ถ้าไม่เชื่อให้ลองบีบแล้วสังเกตปริมาณน้ำมันที่ไหลออก ซึ่งกล้วยทอดหนึ่งถุงนั้น ให้พลังงานหลายร้อยจนถึงพันแคลอรีเชียวล่ะ

พิซซ่า

3. พิซซ่า แม้แต่ในวัน cheat day ก็ต้องอดใจให้ได้ เพราะมีทั้งแป้งและไขมันในปริมาณสูงมาก ท่องไว้ว่าถึงอร่อย แต่ทำให้เราอ้วน!!

บิงซู
4. น้ำแข็งไส หรือ บิงซู ขนมยอดฮิตของคนยุคใหม่ เหมือนจะเป็นของหวานทานเบาๆ แต่ก็มีแต่น้ำตาลและนมข้นหวาน

กาแฟเย็น

5. กาแฟเย็น เครื่องดื่มยอดนิยมของหนุ่มสาวออฟฟิศ บางคนไม่กินข้าวเช้า แล้วดื่มกาแฟใส่นม น้ำตาลแทน!! ถ้าอดไม่ไหวจริงๆ แนะนำให้ดื่มกาแฟดำใส่น้ำตาลเทียม

ลดน้ำหนักลดสัดส่วน, สาระสุขภาพ

วิธีลดน้ำหนักฉบับมนุษย์เงินเดือน 

ลดน้ำหนักฉบับหนุ่มสาวออฟฟิศ ปรับพฤติกรรมนิดๆพิชิตพุง

สมัยเรียนมหาวิทยาลัยหุ่นอย่างพริตตี้ ทำงานออฟฟิศไม่กี่ปีกลายเป็นโอ่งมังกร
ทำไมทำงานออฟฟิตแล้วอ้วนขึ้น สาเหตุมาจากการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปและส่วนใหญ่จะมีพฤติกรรมคล้ายๆกัน

1 มีกิจกรรมทางกายต่ำมาก ชีวิตแทบจะมีแต่นั่ง(ทำงาน)กับนอน ทำให้ระบบเผาผลาญต่ำ มวลกล้ามเนื้อน้อย(เพราะไม่ค่อยได้ใช้) อ่อนแอ ใช้พลังงานน้อยลง แต่กินมากขึ้น จะออกกำลังกายก็มีข้ออ้าง เหนื่อยบ้าง ไม่มีเวลาบ้าง

2 ทานอาหารไม่เป็นเวลา ทานจุกจิก บนโต๊ะมักจะมีขนมขบเคี้ยวพร้อมให้หยิบกินตลอดเวลา ขนมบางอย่างหยิบกินเพลินๆไม่กี่ชิ้นแต่อาจได้พลังงานเทียบเท่าการวิ่งเป็นกิโลเลยทีเดียว บางคนไม่ทานมื้อเช้า ซึ่งเป็นมื้อที่สำคัญที่สุด การอดอาหารเช้าจะยิ่งทำให้ระบบเผาผลาญต่ำลง และต่ำไปทั้งวัน ทำให้กินมื้อกลางวันเกินพอดี รวมทั้งมีผลกับสุขภาพด้านอื่นๆด้วย

3 เครียดกับงานแล้วไปลงกับอาหารโดยเฉพาะของหวาน เสพติดความหวาน ชาเย็น กาแฟเย็น น้ำอัดลม ขนมหวาน เพราะช่วยให้อารมณ์ดีกระปรี้กระเปร่าสดชื่น แต่แค่ชั่วคราวเท่านั้น ส่วนพลังงานที่ได้มาอาจไม่ใช่ของชั่วคราว เพราะจะกลายเป็นไขมันเกาะพุงแบบถาวรถ้าไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

4 ทานแต่อาหารตามสั่ง เมนูสิ้นคิด อาหารจานด่วน หวานมันเค็ม กระเพราไข่ดาว ผัดไท ผัดซีอิ๋ว ข้าวมันไก่ ส้มตำข้าวเหนียวไก่ย่าง ก๋วยเตี๋ยวปรุงรสจัดๆ ของทอดต่างๆ ล้วนแต่ให้พลังงานสูง ไขมันสูง โซเดียมสูง

5 ปาร์ตี้ก่อนวันหยุดทุกสัปดาห์ เครื่องดื่มแอลกอฮอร์หลายคนไม่รู้ว่าเป็นเครื่องดื่มที่ให้พลังงานสูง ซ้ำร้ายยังกระตุ้นให้เกิดความอยากอาหาร ของคาวของหวานทานเพิ่มอีก โดยเฉพาะอาหารไขมันสูง พลังงานที่ใช้ไปกับการย่อก็ไม่พอชดเชยกัน

ปรับพฤติกรรมทำให้ผอม
1 เพิ่มกิจกรรมทางกายในแบบหนุ่มสาวออฟฟิศ เพื่อตัดข้ออ้างเรื่องไม่มีเวลาออกกำลังกาย
– ขึ้นลงบันไดแทนการใช้ลิฟท์หรือบันไดเลื่อน การเดินขึ้นลงบันไดช่วยกระชับต้นขา สะโพก ก้น เผาผลาญพลังงานได้ดี ทำให้ปอดและหัวใจแข็งแรง เริ่มจากเบาๆ ถ้าทำงานหรือพักอาศัยอยู่ชั้น 10 ก็ลงที่ชั้น 7 หัดเดินขึ้น 3 ชั้น อาทิตย์ถัดๆไปเป็น 4 ชั้น 5 ชั้น ไปตามลำดับ ภายในเวลา 2 เดือน ก็สามารถเดินขึ้นลงตึก 10 ชั้นได้แล้ว
– เสียสละที่นั่งบนรถประจำทาง กะเวลาก่อนถึงที่หมายซัก 30 นาที การยืนโหนราวบนรถประจำทางช่วยบริหารกล้ามเนื้อได้แทนทั้งตัว ใช้กล้ามต้นขา ลำตัว แขน ไหล่ในการทรงตัวเพื่อไม่ให้ล้ม จึงช่วยกระชับกล้ามเนื้อและเผาผลาญพลังงานได้ดี อีกทั้งเป็นการแสดงน้ำใจแก่ผู้อื่นด้วย เริ่มจากวันเว้นวัน เมื่อแข็งแรงขึ้นก็สามารถยืนได้ทุกวัน และอาจยืนได้นานกว่า 30 นาที
-ลงรถประจำทางก่อนถึงที่หมายซัก 2-3 ป้าย เพื่อบังคับตัวเองให้เดิน เสียเวลาแค่ 15 นาทีเท่านั้น… เดินเร็ว เดินแกว่งแขน ถือเป็นการออกกำลังอย่างง่าย ใช้กล้ามเนื้อหลายส่วน
-กายบริหารง่ายๆระหว่างทำงาน ไม่ต้องอายเพื่อน ทำได้เรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก นั่งเหยียดขาขึ้นลง นั่งเกร็งแขม่วหน้าท้อง
-ถ้าอยู่ในห้องส่วนตัว ลองดู youtube หาคลิปการออกกำลังกายในออฟฟิต แล้วทำตามใช้เวลาแค่ 10-15 นาทีก่อนไปทานมื้อเที่ยงและก่อนเลิกงาน
-ยืดเหยียดกล้ามเนื้อทุกครั้งหลังจากเข้าห้องน้ำ นอกจากช่วยเพิ่มกิจกรรมทางกาย ยังช่วยคลายปวดเมื่อยป้องกัน office syndrome ได้ด้วย
-ลองนั่งเก้าอี้อากาศก่อนนั่งเก้าอี้จริงๆทุกครั้ง ครั้งละ 30 วินาที
-เปลี่ยนจากนั่งเก้าอี้ทำงานเป็น นั่งบน fitness ball จะทำให้ใช้กล้ามเนื้อลำตัวมากขึ้น บุคลิกจะดีขึ้น และช่วยลดอาการ office syndrome ได้ด้วย
-เปลี่ยนจากนั่งประชุมเป็นยืนประชุม
-ตั้งใจออกกำลังจริงๆจังๆซักที วันละ 15 นาทีก็ได้ ลองเข้า youtube พิมพ์ “home workout 15 minutes” เลือกดูและทำตามคลิปที่ตัวเองน่าจะทำได้ มีคลิปวิธีออกกำลังให้ดูมากมาย เปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ ทำให้ไม่เบื่อด้วย

2 พยายามเลือกทานอาหารให้คลีนขึ้น ไม่จำเป็นต้องอดอาหาร แค่เลี่ยงอาหารรสหวานมันเค็ม ของผัด ของทอด ทานแป้งให้น้อยลง ทานเนื้อสัตว์และผักให้มากขึ้นจะทำให้อยู่ท้องนาน ถ้าสามารถทำอาหารง่ายๆไปทานเองได้จะดีมาก เพราะอาหารตามสั่งและอาหารจานด่วนเลือกให้ได้ดีๆค่อนข้างยาก

3 ทานอาหารให้ช้าลง สมองของเราจะรับรู้ว่ากินอิ่มแล้วต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 15 นาที ดังนั้นการทานอาหารช้าๆจะทำให้รู้สึกอิ่มโดยที่ไม่ทานเยอะเกินไป

4 เปลี่ยนชนิดอาหารว่างจากขนมเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ เช่น ผลไม้ที่น้ำตาลต่ำไฟเบอร์สูง หรือธัญพืช และควรวางให้ห่างมือห่างสายตา เพราะการมองเห็นสามารถกระตุ้นความอยากอาหารได้แม้ไม่หิว หยิบจับง่ายจะทำให้เรากินมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว ไม่ซื้ออาหารว่างตุนไว้มากๆ จำกัดปริมาณและหัดทานให้เป็นเวลาเพื่อลดการทานจุกจิกตลอดทั้งวัน

5 ลดละเลิกของหวานและเครื่องดื่มให้พลังงานสูง ค่อยๆปรับเปลี่ยน เช่น จากกาแฟเย็นเป็นกาแฟดำ จากชานมเย็นเป็นชาธรรมชาติ จากน้ำผลไม้เป็นผลไม้สด

6 ตั้งเป้าหมายไปที่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม จดบันทึกกิจกรรมทางกายและอาหารทุกอย่างที่ทาน เพื่อดูพัฒนาการว่าสามารถออกกำลังและทานอาหารได้ดีขึ้นหรือไม่ ควรให้รางวัลตัวเองสำหรับความก้าวหน้า แต่ต้องไม่ใช่ของกินนะ

7 สุดท้ายคือ ลดๆปาร์ตี้ลงบ้าง พักผ่อนให้เพียงพอ หากิจกรรมคลายเครียดจากงาน เช่น เล่นกีฬาเบาๆแทน ได้ทั้งสุขภาพจิตดี สุขภาพกายดี รูปร่างก็ดีขึ้นด้วย

 

ทำงานออฟฟิต ยิ่งถ้าเป็นดื้อยา เคยทายาลดมา บวกกับเป็นคนบ้างาน จะต้องกินหนักอยู่แล้ว  น้ำหนักจะขึ้นเร็วมาก 

                      อยากผอม / ไม่มีเวลา